ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์

ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์

อีกหนึ่งคีย์แมน ‘โครงการพระราชทาน’ ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์ ฝีมือไทย ‘รากฟันเทียม’ เพื่อคนไทย

การใส่รากฟันเทียม” นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่า... เป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงมาก จึงเป็นเรื่องยากที่ผู้มีรายได้น้อย คนยากจนทั้งหลาย จะมีโอกาสเข้าถึงและได้รับการรักษาฟันด้วยวิธีทันตกรรมวิธีนี้ อย่างไรก็ดี ด้วยพระราชปณิธาน ด้วยพระมหากรุณาธิคุณแห่งองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงเกิด “โครงการรากฟันเทียมพระราชทาน” ขึ้น เพื่อให้ประชาชนคนไทยทั่วไปมีโอกาสได้รับการรักษาฟันด้วยเทคโนโลยีนี้ โดยมีหลายหน่วยงานร่วมสืบสานพระราชปณิธานนี้ และมี “ศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมขั้นสูง” เป็นหนึ่งในนั้น ซึ่งวันนี้ “ทีมวิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ...

“เวลาไม่มีฟัน ทำให้กินอะไรก็ไม่อร่อย ทำให้ไม่มีความสุข จิตใจก็ไม่สบาย ร่างกายก็ไม่แข็งแรง” ...เป็นความสำคัญตอนหนึ่งจากกระแสพระราชดำรัสของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทาง ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์ ผู้จัดการโครงการพิเศษศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมชั้นสูง (ADTEC) ภายใต้ศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้น้อมนำมาถ่ายทอดไว้ เพื่อฉายภาพความเป็นมาในการสืบสานพระราชปณิธาน ด้วย “โครงการรากฟันเทียมพระราชทาน” โดยคุณหมอได้กล่าวว่า ในหลวงทรงห่วงใยพสกนิกร ที่ไม่มีฟันเคี้ยวอาหาร เพราะถือเป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะใน “ผู้สูงอายุ-ผู้ยากไร้” ที่ทรงอยากช่วยให้คนเหล่านี้ได้มีโอกาสเข้าถึงบริการด้านนี้

“ทรงตรัสถามว่า... 30 บาททำได้ไหม” ...ผศ.ทพ.วิจิตร เล่า พร้อมทั้งกล่าวว่า...

“การที่พระองค์ทรงรับสั่งเรื่องนี้ แสดงว่าพระองค์ทรงนึกถึงพสกนิกรไทยทุกหมู่เหล่าอยู่ตลอดเวลา ทรงอยากให้ประชาชนของท่านเข้าถึงการรักษาด้วยการฝังรากฟันเทียมนี้ เพื่อทำให้การบดเคี้ยวอาหารทำได้ดียิ่งขึ้น ทำให้มีความสุขยิ่งขึ้นในการดำเนินชีวิตปกติประจำวัน”

คุณหมอวิจิตรกล่าวต่อไปว่า จากพระราชปณิธานดังกล่าว ทางศูนย์เทคโนโลยีทันตกรรมชั้นสูง ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี น้อมนำเรื่องนี้มาดำเนินการวิจัยและพัฒนาการผลิตรากฟันเทียมที่มีคุณภาพและราคาถูกขึ้น โดยฝีมือคนไทย เพื่อใช้และจำหน่ายในประเทศ พร้อมจัดทำ “โครงการรากฟันเทียมเฉลิมพระเกียรติ” ขึ้นตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน เพื่อรณรงค์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพช่องปาก ด้วยการฝังรากฟันเทียมให้ผู้สูงอายุ

คุณหมอยังได้เล่าถึง “เกร็ดน่ารู้” ของโครงการฯนี้ให้ฟังอีกว่า... “จริง ๆ โครงการนี้ ในหลวงท่านทรงคิดถึงสมเด็จย่า เพราะสมเด็จย่าไม่มีโอกาสได้ใช้รากฟันเทียม ท่านจึงทรงนึกไปถึงคนแก่ ผู้สูงอายุ ที่ไม่มีฟัน จึงได้นำไปสู่โครงการรากฟันเทียมโดยคนไทย และพัฒนาเป็นโครงการพระราชทานฟันเทียมระยะแรกขึ้น ทรงเรียกโครงการระยะแรกนี้ว่า...ฟันยิ้ม และพอมีโครงการระยะที่สอง พระองค์ก็ทรงเรียกโครงการดังกล่าวว่า...ข้าวอร่อย เพราะพอมีฟันได้เคี้ยวอาหารถนัด เวลากินข้าวก็จะอร่อยขึ้น”

สำหรับ “รากฟันเทียมฝีมือคนไทย” นี้ ทำขึ้นจากโลหะไทเทเนียมเกรด 4 ตามมาตรฐานระดับสากล โดยมีคุณภาพเทียบเท่ารากฟันเทียมที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพราะผ่านการทดสอบคุณภาพตามมาตรฐานการผลิต ISO13485 ทั้งยังได้รับการรับรองมาตรฐานตาม CE0197 จาก TUV Rheinland ซึ่งเป็นมาตรฐานผลิตภัณฑ์ที่สามารถใช้หรือจำหน่ายในสหภาพยุโรปได้...

“โครงการพระราชทานระยะแรก ฝังรากฟันเทียมให้ประชาชนได้ 10,000 ราย โดยใช้เงินลงทุนเพียง 200 ล้านบาท นับว่าเป็นต้นทุนที่ถูกมาก หากเทียบกับรากฟันเทียมนำเข้าจากต่างประเทศ ที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยอยู่ที่คนละ 1.2 แสนบาท เมื่อคูณเข้ากับจำนวน 10,000 คน คิดแล้วเป็นเงินจำนวนมากกว่า 1.2 พันล้านบาทเลยทีเดียว แต่พอมีโครงการนี้ เราจ่ายเพียง 200 ล้านบาท” ผู้จัดการโครงการพิเศษศูนย์เทคโนโลยีทางทันตกรรมชั้นสูง หรือ ADTEC กล่าว

อย่างไรก็ตาม กว่าจะถึงวันนี้ ในฐานะผู้ที่อยู่เบื้องหลัง คุณหมอยอมรับว่า... ไม่ง่าย โดยเล่าให้ “ทีมวิถีชีวิต” ฟังว่า รากฟันเทียมที่ทางศูนย์ฯได้คิดผลิตขึ้นนั้น ตอนแรก ๆ คุณหมอหลาย ๆ คนก็แอนตี้ ไม่ค่อยยอมรับ อาจเพราะรู้สึกไม่เชื่อมั่น หรือไม่มั่นใจว่า... คนไทยก็ทำเรื่องนี้ได้ หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตาม ในความคิดของตน ก็คิดว่า ถ้าเราไม่ลงมือทำวันนั้น แล้วเราจะมีวันนี้หรือ? ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป วันนี้เราได้เห็นแล้วว่า มีประโยชน์ และช่วยลดค่าใช้จ่ายให้ประเทศไทยได้มาก

“คนส่วนใหญ่ในโลกก็มักจะคิดแบบนี้ คือไม่กล้ารับความเปลี่ยนแปลง จนทำให้ไม่กล้าที่จะเปลี่ยนแปลง แต่คำตอบทั้งหมดขึ้นกับว่า เรามีความกล้าพอไหม ผมมีโอกาสได้รับใช้ในหลวง พระองค์ท่านทรงสอนให้เราสู้ โดยทรงอยากให้เราได้รู้จักคิดเองด้วย พอเราเริ่มคิดเริ่มเดิน พระองค์ท่านก็ทรงสนับสนุน ทรงพระราชทานความช่วยเหลือและกำลังใจให้พวกเรา เหมือนอย่างพระราชนิพนธ์พระมหาชนก ซึ่งท่านทรงรับสั่งไว้เลยว่า อย่ามัวแต่คิด ทำเมื่อไหร่ก็ทำ มันถึงประสบความสำเร็จ ต้องลองทำถึงรู้ว่าถูกหรือผิด คิดอย่างเดียวไม่เกิด ต้องทำถ้าไม่ทำ แล้วจะรู้ปัญหาได้อย่างไร” ...เป็น “พระราชดำรัส” ที่คุณหมอวิจิตรบอกว่า ได้น้อมนำมาใช้กับตัวเอง ทั้งเรื่องการทำงาน ทั้งกับชีวิตส่วนตัว

ทั้งนี้ มุมชีวิตส่วนตัว คุณหมอเล่าว่า คุณพ่อชื่อ คีเชียง แซ่จึง ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว ส่วนคุณแม่ชื่อ ฮุ้ยเลียง แซ่จึง โดยครอบครัวมีอาชีพค้าขาย ซึ่งคุณหมอเองเป็นคน อ.บ้านไผ่ จ.ขอนแก่น โดยกำเนิด ทั้งนี้ หลังเรียนจบระดับมัธยมฯตอนต้นก็ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนบดินทร์เดชา กรุงเทพฯ จนจบระดับมัธยมฯปลาย จากนั้นก็สอบเข้าเรียนต่อที่คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังเรียนจบทันตแพทย์ 6 ปี ได้สมัครเป็นทันตแพทย์ประจำบ้าน สาขาศัลยศาสตร์ช่องปาก ซึ่งเป็นสาขาใหม่ในวงการทันตแพทย์ช่วงนั้น และได้ฝึกงานเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่ออีก 2 ปี จากนั้นจึงกลับไปทำงานที่โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นอีก 4 ปี ก่อนบินไปศึกษาต่อที่สหรัฐอเมริกา 4 ปี แล้วกลับมาทำงานใช้ทุนที่ จ.ขอนแก่น

หลังจากนั้นก็อยากหาความรู้เพิ่มเติมให้มากขึ้น จึงกลับไปเรียนที่สหรัฐอีก 3 ปี แล้วกลับมาเป็นอาจารย์สอนหนังสือที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยระหว่างนี้เอง ศ.พิเศษ ทพญ.ท่านผู้หญิงเพ็ชรา เตชะกัมพุช ประธานกรรมการแผนกทันตแพทยศาสตร์ มูลนิธิอานันทมหิดล ได้นำคณะแพทย์เข้าเฝ้าถวายการรักษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ด้วยวิธีฝังรากฟันเทียม และนับจากวันนั้น คุณหมอก็ได้ทำงานรับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทมาจนถึงปัจจุบัน

ทั้งนี้ ช่วงที่สอนหนังสือที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ หลังทำงานได้ 5 ปี คุณหมอได้ตัดสินใจลาออก เพราะอยากทำงานด้านวิจัย จึงก่อตั้งศูนย์ฯแห่งนี้ โดยเล่าว่า “ตอนนั้นมาตัวคนเดียว เป็นตั้งแต่ภารโรงจนถึงผู้อำนวยการ แต่ก็สู้ เพราะรู้ตัวดีว่าทำอะไรอยู่”

ด้านชีวิตครอบครัว คุณหมอแต่งงานกับ ทพญ.สุณีรัตน์ ธรานนท์ มีทายาท 2 คน คือ คนโต ลูกสาว ชื่อ ณภัทร ธรานนท์ อายุ 17 ปี ปัจจุบันเรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนจิตรลดา และคนเล็ก ลูกชาย วิชญ์ ธรานนท์ อายุ 15 ปี ขณะนี้เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ ซึ่งคุณหมอได้เล่าถึง “เคล็ดลับการเลี้ยงลูก” ตามแบบฉบับของคุณหมอเองว่า...

“หมอเลี้ยงลูกแบบไม่บังคับ ให้เขามีอิสระ และให้เลือกเรียนเลือกทำในสิ่งที่เขาชอบ แต่เราก็พร้อมให้คำแนะนำ และพร้อมเป็นที่ปรึกษาให้เขาในยามที่เขาต้องการตลอดเวลา อย่างลูกสาวนั้น เขาอยากเรียนทันตแพทย์ ขณะที่ลูกชายก็อยากเป็นหมอ เราก็บอกว่าหมอสอบเข้ายากนะ ต้องขวนขวาย ต้องขยันและอดทนมากนะ แต่เขาก็ยังเลือกที่จะเรียนด้านนี้ ในมุมของผม การที่ลูกเลือกเส้นทางนี้ อาจเพราะเขาเห็นพ่อแม่ทำอาชีพนี้จึงอยากเจริญรอยตาม ซึ่งมุมนี้ในฐานะพ่อแม่ ก็อดปลื้ม
ลูก ๆ ไม่ได้”

ทิ้งท้าย คุณหมอท่านนี้พูดถึงชีวิตและการทำงานที่ผ่านมาว่า “ถ้าทำแล้วไม่มีความสุข ผมคงเลิกทำไปนานแล้ว ถามว่ามีท้อไหม มีเหมือนกัน เพราะตอนแรก ๆ มันเหมือนเราต้องเดินคนเดียว อีกทั้งยังเป็นหน่วยงานเล็ก ๆ แต่เราคิดว่า สิ่งที่เราทำวันนี้ เราทำงานเพื่อถวายในหลวง เราต้องสู้ ส่วนถ้าจะถามว่าการทำตรงนี้เป็นจุดสูงสุดของชีวิตหรือไม่นั้น ตอบไม่ได้ แต่สิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกภูมิใจที่สุดในชีวิต คือ การได้ทำงานถวายพระองค์ท่าน” ...เป็นคำกล่าวหนักแน่น ของ... ผศ.ทพ.วิจิตร ธรานนท์.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง / สันติ มฤธานนท์ : ภาพ
ที่มา http://www.dailynews.co.th/article/400594

สะออนคนขอนแก่น: