โนนแท่นพระ คือ อาโรคยาศาล?

สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ เป็นกษัตริย์ของขอมที่ได้ปราบดา ภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดินเมื่อ พ.ศ. ๑๗๒๔ ภายหลังจากปราบขบถในนครธมและกอบกู้บ้านเมืองได้สำเร็จ พระองค์ต้องใช้เวลาถึง ๑๐ ปี ในการปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมบ้านเมืองและสร้างถาวรวัตถุขึ้นใหม่ ตามจารึกหลักพระขรรค์ไชยศรีบทที่ ๑๒๓ ระบุไว้ว่า ได้โปรดให้สร้างถนน ๑๗ สาย บ้านซึ่งมีไฟ(ซึ่งน่าจะหมายถึง ธรรมศาลา หรือ ที่พักสำหรับคนเดินทาง) จำนวน ๑๒๑ แห่ง และโรงพยาบาล หรือที่ปรากฏในจารึกว่า อาโรคยาศาลา จำนวน ๑๐๒ แห่ง กระจายอยู่ทั่วราชอาณาจักรใน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ หรือเมื่อประมาณ ๘๐๐ กว่าปีมาแล้ว

อาโรคยาศาลค้นพบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน ๒๒ แห่ง คือ

๑.ปรางค์กู่ บ้านหนองบัว ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ

๒.ปรางค์กู่ บ้านหนองแผก ตำบลบ้านเต่า อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ

๓.ปราสาทสระกำแพงน้อย วัดบ้านทับกลาง ตำบลขะยูง อำเภออุทมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกศ

๔.ปราสาทบ้านสมอ ตำบลบ้านสมอ อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกศ

๕.ปราสาทบ้านปราสาท ตำบลกระเทียม อำเภอสังขะ จังหวัดสุรินทร์

๖.ปราสาทจอมพระ ตำบลจอมพระ อำเภอจอมพระ จังหวัดสุรินทร์

๗.ปราสาทช่างปี่ บ้านช้างปี่ ตำบลช่างปี่ อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์

๘.ปราสาทตาเมือนโต๊ด ตำบลบักได อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์

๙.ธาตุสมเด็จนางพญา ตำบลหนองโสน อำเภอบุณฑริก จังหวัดอุบลราชธานี

๑๐.กู่ฤๅษี ตำบลจระเข้มาก อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์

๑๑.กู่ฤๅษี บ้านกู่ฤๅษี ตำบลทองหลาง อำเภอพุทธไธสง จังหวัดบุรีรัมย์

๑๒.ปราสาทบ้านโคกงิ้ว ตำบลปะคำ อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์

๑๓.ปราสาทหนองกู่ บ้านหนองกู่ ตำบลมะอึก อำเภอธวัชบุรี จังหวัดร้อยเอ็ด

๑๔.กู่โนนระฆัง ตำบลเกษตรวิสัย อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด

๑๕.กุฏิ ฤๅษี ตำบลประตูชัย อำเภอ พิมาย จังหวัดนครราชสีมา

๑๖.ปราสาทนางรำ ตำบลนางรำ อำเภอประทาย จังหวัดนครราชสีมา

๑๗.ปรางค์ครบุรี บ้านครบุรี ตำบล ครบุรี อำเภอ ครบุรี จังหวัดนครราชสีมา

๑๘.เมืองเก่า บ้านเมืองเก่า ตำบลโคราช อำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา

๑๙.ปรางค์บ้านปรางค์ ตำบลหินดาด อำเภอห้วยแกลง จังหวัดนครราชสีมา

๒๐.ปรางค์วัดกู่แก้ว อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นจารึกเกี่ยวกับพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ พบล่าสุดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๙

๒๑.ปรางค์กู่บ้านเขวา ตำบลเขวา อำเภอเมืองฯ จังหวัดมหาสารคาม

๒๒.กู่สันต์รัตน์ อำเภอนาดุน จังหวัดมหาสารคาม

“กู่โนนแท่นพระ” ตั้งอยู่ระหว่างบ้านยานาง และบ้านโนนแต้ ตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น เป็น อโรคยาศาล แห่งหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจแล้ว เห็นว่า มีวัตถุโบราณหลายอย่างที่มีหลักฐานอ้างอิงคล้ายคลึงกับ อาโรคยาศาล

โดย : นาย ธนาคม นิยมพล
วันจันทร์ ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ.2556 เวลา 16:27:17
ที่มา http://www.pekyai.org/index.php?show=webboard&file=read&id=3

---------------

ปี พ.ศ. 2498 -2499 ข้าพเจ้าได้ย้ายไปเรียนหนังสือชั้น มัธยมปีที่ 4 -5-6 ที่โรงเรียนชัยภูมิวิทยา อ. เมือง จ.ชัยภูมิ ได้ไปร่วมงานสรงน้ำพระ ที่ปรางค์กู่ วัดบ้านหนองบัว อ. เมือง ชัยภูมิ ด้วย สมัยนั้นปรางค์กู่ยังมีสภาพเก่าแก่พังทลายเหมือนโนนแท่นพระ ยังไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ซากปรักหักพังทับถมกันจนเป็นที่น่ากลัวเหมือนกับ ”กู่โนนแท่นพระ”

เมื่อข้าพเจ้ากลับมาเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านยานาง ได้ไปร่วมพิธีสรงน้ำพระที่กู่โนนแท่นพระ จึงเล่าให้พ่อคำมา และแม่คำนาง นิยมพล ฟังว่า ที่ชัยภูมิก็มีการสรงกู่ เช่นเดียวกันกับ “กู่โนนแท่นพระ” แต่ที่นั่นเขาจัดงานในฤดูหนาว มีคนไปร่วมงานจำนวนมาก และมีการบูรณปฏิสังขรณ์ โดยมีงบประมาณจากทางราชการมาซ่อมแซมจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัดชัยภูมิ

ในสมัยนั้น “กู่โนนแท่นพระ” กลับมีชาวบ้านบุกรุกทำลายป่า และถูกทำลาย หักล้างถางพง ขุดค้นหาวัตถุโบราณกันอย่างเปิดเผยและไม่มีการอนุรักษ์ปล่อยให้เป็นเนินดินโล้นๆอยู่หลายสิบปี

ปี พ.ศ. 2500-2501 ข้าพเจ้าไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนฝึกหัดครู จังหวัดมหาสารคาม ได้มีโอกาสไปร่วมพิธีสรงน้ำพระที่ “กู่สันต์รัตน์” อำเภอนาดุน จังหวัด มหาสารคาม ด้วย ข้าพเจ้า เห็นสภาพกู่เก่าแก่ ยังไม่มีการบูรณปฏิสังขรณ์ มีพระพุทธรูปและวัตถุโบราณหลายอย่างนำมาวางไว้ในที่เดียวกัน ให้ชาวบ้านได้สรงน้ำพระ เช่นเดียวกับที่โนนแท่นพระ ข้าพเจ้า จึงสันนิษฐานว่า “กู่โนนแท่นพระ” เป็นสถานที่ ที่เรียกว่า “อาโรคยาศาล” ในยุคสมัยเดียวกันกับ “กู่สันต์รัตน์” อำเภอนาดุน จังหวัดมหาสาราคาม

2. กู่สันต์รัตน์ เป็นโบราณสถานที่มีลักษณะแบบขอม เป็นสถานที่ ที่เรียกว่า “อาโรคยาศาล” หรือ โรงพยาบาล ตั้งอยู่ที่ตำบล กู่สันต์รัตน์ อำเภอ นาดุน จังหวัดมหาสารคาม พระธาตุนาดุน เป็นโบราณวัตถุที่มีอายุมากว่า 1,300 ปี ขุดพบเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2522 บนที่นาของนายทองดี ปะวะภูตา ราษฏร บ้านนาดุน ต.นาดุน อ.นาดุน จังหวัดมหาสารคาม

การค้นขุดค้นพบตอนแรก ขุดได้โดยคนหลายกลุ่มคน แต่เมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยศิลปากรที่ 7 ขอนแก่น ได้ติดตามวัตถุในส่วนที่เกี่ยวข้องกันจากส่วนหนึ่งที่ขุดได้ ก็สามารถนำมารวมกัน ปรากฏว่า ต่อเข้ากันได้รูปทรงเหมาะสมกันดีมาก มีการพิสูจน์อีกครั้งว่าสถูปนี้ใช้สำหรับบรรจุสิ่งใด ผลการตรวจ พิสูจน์รายละเอียดวัตถุโบราณชิ้นนี้แล้ว ลงความเห็นว่าเป็นสถูปที่ใช้บรรจุพระ สารีริกธาตุ

ต่อมาได้มีการบูรณปฏิสังขรณ์ ได้รับงบประมาณจากทางราชการมาสนับสนุนเพิ่มเติม จนเป็นศูนย์กลางมณฑลภาคอีสาน

มีโบราณวัตถุเก่าแก่ เช่น พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยาศาลาปราสาท กู่สันต์รัตน์ จังหวัดมหาสารคาม เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรูปเศียร(พระพักตร์)ที่สูญหายไปจาก “กู่โนนแท่นพระ” ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับพระพักตร์ พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่า โนนแท่นพระ น่าจะอยู่ในยุคสมัยพระเจ้าชัยวรมันทึ่ 7 เช่นเดียวกัน

3. ปราสาทนางรำเป็นโบราณสถานสมัยขอมที่เรียกว่าเป็น “อโรคยาศาล (โรงพยาบาล)” สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18 ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ประกอบด้วยกลุ่มโบราณสถาน 2 กลุ่มตั้งอยู่ใกล้เคียงกัน กลุ่มปรางค์ที่สมบูรณ์กว่าหลังอื่นประกอบด้วยปรางค์องค์กลาง มีมุขยื่นออกไปข้างหน้าหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ส่วนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของปราสาทมีวิหารก่อด้วยศิลาแลงหันหน้าไปทางทิศตะวันตก มีกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ

ในบริเวณ อโรคยศาลาและที่ตั้งใกล้เคียงที่เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนโบราณ มักมีการพบ “รูปเคารพ” ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ทั้งที่สลักจากหินหรือหล่อจากโลหะสำริด ที่พบมาก คือ รูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต นอกจากนี้ ยังพบพระวัชรสัตว์ พระวัชรธร พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร พระศรีสูริยไวโรจนจันทโรจิ พระศรีจันทรไวโรจนโรหิณีศะ พระนางปรัชญาปารมิตา เหวัชระมณฑล ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปเคารพในนิกาย “วัชรยาน”

4. พระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยศาลา ปราสาทกู่แก้ว จังหวัดขอนแก่น

5. รูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยาศาลา ปราสาทปรางค์กู่บ้านหนองแฝก (บ้านแท่น) จังหวัดชัยภูมิ

6. รูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยาศาลา ปราสาทกุฏิฤาษีพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

จากข้อมูลอ้างอิง ที่กล่าวมาทั้งหมดข้างบนนี้ ข้าพเจ้า สันนิษฐานว่า “โนนแท่นพระ” น่าจะเป็น “อโรคยาศาลา” แห่งหนึ่ง ในจำนวน 102 แห่ง ที่กรมศิลปากรยังไม่ได้ค้นพบ ส่วนพระพุทธรูป ที่สูญหายไปนั้น ข้าพเจ้าสันนิษฐานว่า เป็นรูปพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่ง อโรคยศาลา จึงนำมาเปรียบเทียบให้เห็นว่า เศียรพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กับเศียรสิบตรีภิรมย์ และเศียรพระพุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่งอาโรคยาศาลมีส่วนคล้ายคลึงกัน ดังภาพข้างบนนี้

ภาพจำลองของกลุ่มรูปเคารพประธานแห่งอโรคยาศาลา 3 องค์ คือ

ตรงกลางเป็นรูปของพระพุทธเจ้าไภษัชยไวฑูรย์ประภาสุคต

ทางด้านซ้ายของภาพ เป็นพระชิโนรส พระนามว่าพระ(โพธิสัตว์)ศรีสูรย์ไวโรจนจันทโรจิ หรือ “พระหม้อยาเล็ก"

ทางด้านขวาของภาพ เป็นพระชิโนรส พระนามว่าพระ(โพธิสัตว์)ศรีจันทร์ไวโรจนโรหินีศะ หรือ “พระหม้อยาใหญ่”

เมื่อรูปเคารพทั้งสาม มีความหมายในเชิงมโนภาพ “บุคลาธิษฐาน” ตามความหมายเพื่อการบรรลุสู่การหายจากโรคร้าย ตามท่ามือ (มุทรา) ที่สอดรับกันของรูปเคารพทั้งสาม รูปเคารพที่ปรากฏท่า “วัชระ หุง กร มุทรา” ในคติความเชื่อวัชรยานตันตระในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงอาจหมายถึง “พระวัชรสัตว์ (พระอาทิพุทธเจ้า)ในรูปของพระวัชรธร (Vajradhara) (ท่าวัชร หุง กร มุทรา – บูชาเพื่อการบรรลุสู่เป้าหมายทางโลกโดยเร็ว) ปรากฏองค์บนฐานเดี่ยว ตามปราสาทศาสนสถานทั่วไปในช่วงสมัยเดียวกัน

ดังนั้น โนนแท่นพระ จึงเป็น อาโรคยาศาลแห่งหนึ่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างไว้ในสมัยขอมเรืองอำนาจ แผ่เข้ามาในแถบภาคอีสาน รูปพระที่ชาวบ้านเข้าไปค้นพบนั้น ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่า เป็นรูปพระ พุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยาศาลา หรือ รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมาดังนี้

1.ผู้สูงอายุคนเฒ่าคนแก่ เล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวบ้านพากันเดินทางเข้าไปป่าดงดิบ เพื่อจะไปเก็บของป่าและล่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็นอาหารประจำวันตามปกติ เมื่อเดินเข้าไปในป่าลึก ได้ของป่าและสัตว์เป็นที่พอใจแล้ว จะพากันกลับบ้าน เดินวนเวียนอยู่เป็นเวลานาน จนตะวันตกดินพลบค่ำ ก็ไม่สามารถออกจากป่าได้ เดินวนเวียนหลงทางไปพบพระพุทธรูปเก่าแก่ มีซากปรักหักพังของปราสาท และมีตระกรดินทับถมองค์พระอยู่ มีลานหินปูลาดอยู่ด้านหน้าเป็นชั้น ๆ หลายชั้น จึงพากันเข้าไปกราบไหว้และขอขมาโทษ ทำให้ชาวบ้านมองเห็นหนทางกลับบ้านได้ และกลับบ้านไปเล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นให้ญาติพี่น้องฟัง ต่อมาชาวบ้านได้พากันยกองค์พระตั้งขึ้นบนแท่นศิลาแลง และนำเอาวัตถุโบราณเก่าแก่ที่ปรักหักพัง เช่น แขน ขา ฝ่ามือ และ ลึงค์ของพระศิวะ มากองไว้รวมกัน

2. วันหนึ่ง นายพรานได้ออกไปล่าสัตว์ป่าตามปกติ ไปพบกวางตัวหนึ่งหากินอยู่ในป่า จึงใช้ปืนยิงกวางตัวนั้นจนได้รับบาดเจ็บและวิ่งหนีมาทางทิศใต้ นายพรานได้วิ่งตามกวางตัวนั้นไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งถึงบริเวณป่าดงดิบ ปรากฏว่า กวางตัวนั้นได้หายไป นายพรานพยายามค้นหาก็ไม่พบร่องรอยของกวางตัวนั้นเลย แต่นายพรานได้ไปพบ “เทวะรูปสมัยขอม” อยู่ใต้ต้นพันชาติ แขนหัก ขาหัก และ พบแท่งหินจุนเจิม หักเป็นท่อน ๆ วางอยู่ด้วยกัน ชาวบ้านจึงนำเอาเทวะรูป มาวางไว้กับแท่นพระพุทธรูปเพื่อสักการบูชาในกาลต่อมา

3. ผู้สูงอายุคนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาว่า พอถึงวันโกนวันพระ จะได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ได้ยินเสียงฆ้อง เสียงกลอง ดังมาจากป่าดงดิบ คล้ายกับมีวัดและพระอยู่ในป่าดงดิบนั้น จึงพากันเรียกว่า “โนนแท่นพระ”

4. คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันต่อมาว่า มีโจรร้ายกลุ่มหนึ่ง เป็นโจรดุร้ายมี นิสัยเกเร เที่ยวออกอาละวาดปล้นสะดมชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ วันหนึ่งนำบริวารมาปล้นสะดมขุดหาสมบัติ บริเวณประดิษฐานองค์ “กู่สิบกรีภิรมย์” ขณะที่กำลังขุดหาสมบัติอยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ เกิดพายุปั่นป่วน และบังเกิดฝนห่าใหญ่ตกลงมาน้ำท่วมฉับพลัน ทั้งหัวหน้าโจรกับพวกพ้อง ต่างกระเสือกกระสน ว่ายน้ำออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยความลำบาก เป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ว่ายบก” เอาหน้าอกว่ายบนลานหิน พวกกลุ่มโจรไม่สามารถนำเอาวัตถุโบราณและทรัพย์สินออกไปจากโนนแท่นพระได้แม้แต่ชิ้นเดียว ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการประพฤติละเมิดเจ้าที่เจ้าทาง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาพวกกลุ่มโจรก็มีอันเป็นไปต่างๆนาๆ ล้มหายตายจากอย่างน่าเวทนา

โดย : นาย นาคม นิยมพล ไอพี : 49.48.156.99
วันพุธ ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2556 เวลา 17:02:18

-----------------------------------

โนนแท่นพระ จึงเป็น อาโรคยาศาลแห่งหนึ่งที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ได้สร้างไว้ในสมัยขอมเรืองอำนาจ แผ่เข้ามาในแถบภาคอีสาน รูปพระที่ชาวบ้านเข้าไปค้นพบนั้น ข้าพเจ้าจึงสันนิษฐานว่า เป็นรูปพระ พุทธเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรย์ประภาสุคต ประธานแห่งอโรคยาศาลา หรือ รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตามคำบอกเล่าสืบต่อกันมาดังนี้

1.ผู้สูงอายุคนเฒ่าคนแก่ เล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ชาวบ้านพากันเดินทางเข้าไปป่าดงดิบ เพื่อจะไปเก็บของป่าและล่าสัตว์ เพื่อนำมาเป็นอาหารประจำวันตามปกติ เมื่อเดินเข้าไปในป่าลึก ได้ของป่าและสัตว์เป็นที่พอใจแล้ว จะพากันกลับบ้าน เดินวนเวียนอยู่เป็นเวลานาน จนตะวันตกดินพลบค่ำ ก็ไม่สามารถออกจากป่าได้ เดินวนเวียนหลงทางไปพบพระพุทธรูปเก่าแก่ มีซากปรักหักพังของปราสาท และมีตระกรดินทับถมองค์พระอยู่ มีลานหินปูลาดอยู่ด้านหน้าเป็นชั้น ๆ หลายชั้น จึงพากันเข้าไปกราบไหว้และขอขมาโทษ ทำให้ชาวบ้านมองเห็นหนทางกลับบ้านได้ และกลับบ้านไปเล่าเหตุการณ์เกิดขึ้นให้ญาติพี่น้องฟัง ต่อมาชาวบ้านได้พากันยกองค์พระตั้งขึ้นบนแท่นศิลาแลง และนำเอาวัตถุโบราณเก่าแก่ที่ปรักหักพัง เช่น แขน ขา ฝ่ามือ และ ลึงค์ของพระศิวะ มากองไว้รวมกัน

2. วันหนึ่ง นายพรานได้ออกไปล่าสัตว์ป่าตามปกติ ไปพบกวางตัวหนึ่งหากินอยู่ในป่า จึงใช้ปืนยิงกวางตัวนั้นจนได้รับบาดเจ็บและวิ่งหนีมาทางทิศใต้ นายพรานได้วิ่งตามกวางตัวนั้นไปอย่างกระชั้นชิด จนกระทั่งถึงบริเวณป่าดงดิบ ปรากฏว่า กวางตัวนั้นได้หายไป นายพรานพยายามค้นหาก็ไม่พบร่องรอยของกวางตัวนั้นเลย แต่นายพรานได้ไปพบ “เทวะรูปสมัยขอม” อยู่ใต้ต้นพันชาติ แขนหัก ขาหัก และ พบแท่งหินจุนเจิม หักเป็นท่อน ๆ วางอยู่ด้วยกัน ชาวบ้านจึงนำเอาเทวะรูป มาวางไว้กับแท่นพระพุทธรูปเพื่อสักการบูชาในกาลต่อมา

3. ผู้สูงอายุคนเฒ่าคนแก่เล่าสืบต่อกันมาว่า พอถึงวันโกนวันพระ จะได้ยินเสียงพระสวดมนต์ ได้ยินเสียงฆ้อง เสียงกลอง ดังมาจากป่าดงดิบ คล้ายกับมีวัดและพระอยู่ในป่าดงดิบนั้น จึงพากันเรียกว่า “โนนแท่นพระ”

4. คนเฒ่าคนแก่เล่าขานกันต่อมาว่า มีโจรร้ายกลุ่มหนึ่ง เป็นโจรดุร้ายมี นิสัยเกเร เที่ยวออกอาละวาดปล้นสะดมชาวบ้านตามหมู่บ้านต่างๆ วันหนึ่งนำบริวารมาปล้นสะดมขุดหาสมบัติ บริเวณประดิษฐานองค์ “กู่สิบกรีภิรมย์” ขณะที่กำลังขุดหาสมบัติอยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์ปาฏิหาริย์ เกิดพายุปั่นป่วน และบังเกิดฝนห่าใหญ่ตกลงมาน้ำท่วมฉับพลัน ทั้งหัวหน้าโจรกับพวกพ้อง ต่างกระเสือกกระสน ว่ายน้ำออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยความลำบาก เป็นสถานการณ์ที่ชาวบ้านเรียกว่า “ว่ายบก” เอาหน้าอกว่ายบนลานหิน พวกกลุ่มโจรไม่สามารถนำเอาวัตถุโบราณและทรัพย์สินออกไปจากโนนแท่นพระได้แม้แต่ชิ้นเดียว ชาวบ้านเชื่อว่าเป็นการประพฤติละเมิดเจ้าที่เจ้าทาง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ต่อมาพวกกลุ่มโจรก็มีอันเป็นไปต่างๆนาๆ ล้มหายตายจากอย่างน่าเวทนา

รูปพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และ รูปพระไภษัชยคุรุไวทูรย์ประภาสุคต ประธานแห่ง อโรคยาศาล ที่สูญหายไป จาก โนนแท่นพระ

พระพุทธรูปองค์เก่าที่สูญหายไป พระพุทธรูปองค์ใหม่ที่ชาว

มีลักษณะเหมือนรูปข้างบนนี้ บ้านนำมาไว้แทนองค์เก่า

ปี พ.ศ.2457 กระทรวงมหาดไทย ได้พิจารณาเห็นว่าการคมนาคมและการติดต่อราชการของตำบลเมืองพลกับอำเภอชนบทไม่สะดวก เพราะต้องอาศัยการเดินเท้า เกวียน และม้าเป็นพาหนะจึงได้แบ่งเขตการปกครองของอำเภอชนบทใหม่ โดยยกฐานะตำบลเมืองพลเป็นอำเภอใหม่ ให้ชื่อว่า "อำเภอพล" โดยมีขุนมัชการธนานุรักษ์ (แสง ภาสะฐิติ) เป็นนายอำเภอคนแรก ได้ออกสำรวจโนนแท่นพระ พบว่า เป็นสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ จึงได้เกณฑ์ข้าราชการและประชาชนในสมัยนั้นทำความสะอาด แล้วจัดงานประเพณี “สรงกู่โนนแท่นพระ” หรือ การสรงองค์พระขึ้นเป็น ครั้งแรก

ปี พ.ศ. 2490 ทางราชการได้แบ่งการปกครองท้องที่ด้านทิศตะวันตกของอำเภอพล ออกจากตำบลเมืองพล เป็น “ตำบลเพ็กใหญ่”

ปี พ.ศ. 2492 ผู้ใหญ่ยิ้ม ดาราษฎร์ เป็นกำนันคนแรกของตำบลเพ็กใหญ่ เชิญชวนประชาชนในตำบลเพ็กใหญ่มาร่วมทำบุญแข่งบั้งไฟหมื่น ได้นิมนต์พระครูปฏิภาณธรรมรส เจ้าอาวาสวัดบ้านเพ็กใหญ่ เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ นายอำเภอพลเป็นประธานฝ่ายฆราวาส

เมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2492 นายอำเภอพลได้ประกาศหวงห้ามที่ดิน “โคกแท่นพระ” เป็นที่ดินสาธารณประโยชน์ของตำบลเพ็กใหญ่ อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น

ปี พ.ศ. 2498 ทางราชการได้ออกประมวลกฎหมายที่ดิน ประกาศให้ราษฎรจับจองที่ดินเป็นของตนเองได้ ประกอบกับประชาชนมีจำนวนมากขึ้น จึงมีการบุกรุกหักล้างถางพงเพื่อจับจองเอาที่ดินเป็นของตนเองปีละเล็กปีละน้อย

ปี พ.ศ. 2500 – 2505 มีการส่งเสริมให้มีการปลูกปอกระเจา ประกอบมีผู้ไม่ประสงค์ดีเห็นแก่เงินเป็นใหญ่ จึงมีการลักลอบตัดเศียรพระไป คงเหลือไว้แต่เพียงแท่งหินศิลาท่อนลำตัวและช่วงล่างขององค์พระเท่านั้น

ปี พ.ศ. 2506 – 2510 มีการส่งเสริมการปลูกปอกรเจา และปลูกแตงโม แบ่งที่ดินเป็นแปลงๆให้ชาวบ้านเข้าไปจับจองเป็นเจ้าของที่ดิน เพื่อนำรายได้บางส่วนให้กับส่วนรวม ถือว่าเป็นการชอบธรรม และต่อมาชาวบ้านเปลี่ยนมาปลูกมันสำประหลังประกอบกับเป็นยุคค้าของเก่า จึงมีพวกทุจริตมิจฉาชีพเข้าไปลักลอบเอาศิลาแลงและขุดค้นหาวัตถุโบราณของเก่านำไปขายเอาเงินมาเลี้ยงชีพอย่างเปิดเผย

ปี พ.ศ. 2511 – 2513 ทางจังหวัด อำเภอ และภาคเอกชนได้เข้ามามีบทบาท ในการปรับปรุงพัฒนาโนนแท่นพระ ชาวบ้านจึงพากันสร้าง “ศาลาสิบตรีภิรมย์” ขึ้นไว้เป็นที่ระลึก และรวบรวมเอาวัตถุโบราณเก่าแก่ มารวมไว้ที่โนนแท่นพระ ผู้ว่าราช การจังหวัดขอนแก่น ท่านหนึ่ง ในสมัยนั้น ออกไปตรวจราชการขับรถยนต์ผ่านเข้าไปโนนแท่นพระ ปรากฏว่า เครื่องยนต์เกิดขัดข้อง เครื่องดับลง ไม่สามารถขับรถยนต์ผ่านไปได้ ชาวบ้านเดินผ่านมาพบเห็นเหตุการณ์ จึงแนะนำให้คนขับรถยนต์ เข้าไปกราบไหว้ที่ “ศาลาสิบกรีภิรมย์” ปรากฏว่า เครื่องยนต์ติดได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ผู้ว่าราชการท่านนั้น จึงเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ของ “สิบกรีภิรมย์” ตั้งบัดนั้นเป็นต้นมา

ปี พ.ศ. 2514 ทางราชการได้มีการแก้ไขอาณาเขตโนนแท่นพระ เพื่อสงวนไว้เป็นที่เลี้ยงสัตว์ ตามหนังสือของจังหวัดขอนแก่นที่ 15/15381 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2514

ปี พ.ศ. 2514 สภาตำบลเพ็กใหญ่ ชาวบ้านยานางและบ้านโนนแต้ ได้พยายามบูรณะพัฒนาปูชนียะสถานโนนแท่นพระ โดยมีการสร้างสำนักสงฆ์(วัดโนนแท่นพระ)และมีโครงการจะสร้างพระเจ้าใหญ่ไว้ที่โนนแท่นพระ

ปี พ.ศ. 2515 นายวินัย ทองมี นายอำเภอพล ได้ลงชื่อรับรอง การประกาศหวงห้าม “โคกแท่นพระ” เพื่อสงวนไว้ใช้ประโยชน์เป็นที่เลี้ยงสัตว์ อีกครั้งหนึ่ง เมื่อ วันที่ 19 กรกฎาคม 2515

ปี พ.ศ. 2517 – 2519 นายบุญนาค เจริญศรี นายอำเภอพล มองเห็นความสำคัญของโนนแท่นพระ จึงดำริว่า ควรจะสร้างโนนแท่นพระให้เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของประชาชนชาวเมืองพล พร้อมกับมีโครงการที่จะสร้างพระพุทธรูปองค์ขนาดใหญ่ที่สุดในภาคอีสานไว้ที่โนนแท่นพระเพื่อให้ประชาชนกราบไหว้ นับว่าเป็นนายอำเภอพลคนแรกที่เริ่มฟื้นฟูบูรณะโนนแท่นพระ

ปี พ.ศ. 2519 นายสุกิจ จุลนันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ขอนแก่น ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ไว้ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ตรงกับวันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤษภาคม 2519 แต่ยังไม่มีการก่อสร้าง

ปี พ.ศ. 2522 นายชาญยุต ประเสริฐศรี ย้ายมารับตำแหน่งนายอำเภอพล ได้สนองเจตนารมณ์และตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะสร้างพระพุทธรูปใหญ่ให้สำเร็จ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ ฉลองครบรอบ 200 ปี

ปี พ.ศ. 2524 นายชาญยุต ประเสริฐศรี นายอำเภอพล ได้ประชุมข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนและคณะสงฆ์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2524 ที่ประชุมมีมติเห็นสมควรสร้างพระพุทธรูปใหญ่ จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสร้างพระประธานขึ้นคณะหนึ่งเพื่อดำเนินการ ตามคำสั่งที่ 324/2524 ลงวันที่ 16 ธันวาคม 2524

ปี พ.ศ. 2525 นายชาญยุต ประเสริฐศรี ได้นิมนต์พระครูประทุมสุรารักษ์ เจ้าคณะอำเภอบัวใหญ่ และพระครูประกาศสิริธรรม เจ้าคณะอำเภอพล เป็นประธานฝ่ายสงฆ์สร้างพระเจ้าใหญ่ จึงมีพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2525 ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ เวลา 12.35 น. มีพระเดชพระคุณ พระราชสารเวที เจ้าคณะจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานพิธีฝ่ายสงฆ์ นายถนอม ชานุวงศ์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เป็นประธานฝ่ายฆราวาส นายชาญยุต ประเสริฐศรี นายอำเภอพล เป็นผู้กล่าวรายงานประวัติความเป็นมาของโนนแท่นพระ

ปี พ.ศ. 2525 ท่านพระครูปทุมสุรารักษ์ เจ้าคณะอำเภอบัวใหญ่ ได้แต่งตั้งหลวงพ่อบุญตา จากวัดป่าหนองบัวลาย อำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา มารักษาการเจ้าอาวาสวัดโนนแท่นพระ รูปแรก(รูปที่ 1)จำพรรษาอยู่ได้ 4 พรรษา

ปี พ.ศ. 2529 ท่านพระครูสถิตสารธรรม รองเจ้าคณะอำเภอพล เจ้าอาวาสวัดประทุมวัน บ้านเพ็กใหญ่ ได้แต่งตั้ง เจ้าอธิการสมพงศ์ ปะสันโน มาเป็นเจ้าอาวาสวัดโนนแท่นพระ รูปที่สอง(รูปที่ 2)และเป็นเจ้าคณะตำบลเพ็กใหญ่ จำพรรษาอยู่นานหลายปี มีการขออนุญาตสร้างวัดด้วย แต่ไม่ได้รับอนุมัติจากทางราชการ

ปี พ. ศ. 2530 ข้าพเจ้า และคุณแม่คำนาง นิยมพล พร้อมกับลูกหลาน ได้เป็นเจ้าภาพทำบุญกฐินนำมาทอดที่วัดโนนแท่นพระ เพื่อจัดตั้งกองทุนิธิบวรบ้านยานางขึ้นเป็นครั้งแรก

ปี พ.ศ. 2531 คุณสมพร-คุณวิมาลา ศิริอมตะวัฒน์ มีศรัทธาที่จะสร้างพระพุทธรูป แทนพระพุทธรูปองค์เก่าที่สูญหายไป นำมาประดิษฐานไว้ที่ “โนนแท่นพระ” หน่วยงานราชการและประชานชนชาวเมืองพลทุกคนต่างก็ยินดีและสนับสนุน

ปี พ.ศ. 2532 สร้างพระเจ้าใหญ่เสร็จได้อัญเชิญมาประดิษฐานไว้ที่โนนแท่นพระ โดยมีคุณสมพร-คุณวิมาลา ศิริอมตวัฒน์ รับเป็นเป็นเจ้าภาพสร้างพระเจ้าใหญ่ และได้มีพิธีพุทธาภิเษก เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2532 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะเส็ง ข้าพเจ้าได้บวชพราหมณ์ร่วมกับคณะชีพราหมณ์ ประมาณ 50 ท่าน มีหลวงพ่อพระครูวรพรตพิธาน บ้านก้านเหลือง หลวงพ่อผาง อ. มัญจาคีรี หลวงพ่อพระครูปทุมสุรารักษ์ อ. บัวใหญ่ และ หลวงพ่อน้อย บ้านบ่อตะครอง อ. พล นั่งสมาธิอธิษฐานจิต แผ่เมตตา ให้สาธุชนที่มาร่วมงาน ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาอย่างหนักในขณะสวดพุทธาภิเษก

ปี พ.ศ. 2533 ข้าพเจ้าได้ไปประกอบธุรกิจที่ประเทศสหรัฐ อเมริกา เป็นเวลาหลายปี จึงไม่มีการบันทึกประวัติไว้ความเป็นมาของโนนแท่นพระเอาไว้ แต่ข้าพเจ้าทราบว่า มีพระสงฆ์หลายรูปมาปฏิบัติภารกิจติดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน ดังต่อไปนี้

1 หลวงพ่อ บุญตา 2525-2528

2. พระอธิการ สมพงศ์ ประสันโน 2529-2544

3. หลวงพ่อ น้อย 2545-2547

4. หลวงพ่อ สมบูรณ์ 2548-2551

5. หลวงพ่อ ถวาย 2549-2551

6. หลวงพ่อแดง 2552-2554

7. พระอธิการ วุฒิชัย อิสสฺโร 2555 - ถึงปัจจุบัน 8. พระ พรหมมา ญาณวีโร 2555 - ถึงปัจจุบัน

9. พระ มนตรี ฐานิโย 2555 - ถึงปัจจุบัน

10. พระ พล นริสฺสโร 2555 - ถึงปัจจุบัน
โดย : ธนาคม นิยมพล ไอพี : 49.49.187.216
วันอังคาร ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ.2556 เวลา 19:00:04

บทความ: 
เมืองพล: