พันนา ฤทธิไกร

รอยมือและรอยเท้าประทับพร้อมข้อความจารึก ‘ตายได้แล้ว’ ของนักแสดง ผู้กำกับ และนักออกแบบคิวบู๊ระดับปรมาจารย์วงการภาพยนตร์ไทย ‘พันนา ฤทธิไกร’ ได้ถูกสลักไว้บนลานดารา โรงภาพยนตร์ศรีศาลายา จ.นครปฐม เมื่อ 19 มีนาคม 2554 ด้วยความรู้สึกก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดในชีวิตแล้ว

กระทั่งเมื่อกลางปีที่ผ่านมา แทบไม่มีใครคาดคิดว่า สวรรค์จะใจร้ายพรากชีวิตเขาจากไปอย่างไม่มีวันกลับ ทว่าลีลาชั้นเชิงการต่อสู้ที่เข้มข้น ทักษะเชิงยุทธ์สุดสร้างสรรค์ และสีหน้าพราวพรายแพรว จะยังคงติดตราตรึงอยู่ในใจของแฟน ๆ ตลอดกาล

‘พันนา’ หรือ กฤติยา ลาดพันนา เริ่มต้นเข้าสู่วงการภาพยนตร์ด้วยการสมัครเป็นทีมสตันท์ของ ‘คมน์ อรรฆเดช’ ผู้กำกับหนังบู๊ ค่ายโคลีเซียม ขณะที่มีอายุเพียง 22 ปี โดยอาศัยการฝึกฝนด้วยตนเองอย่างหนัก ตั้งใจ และจริงจัง ในบ้านเกิด จ.ขอนแก่น ซึ่งบทบาทที่ได้รับครั้งแรก คือ การแสดงแทน ม.ล.สุรีวัลย์ สุริยง นางเอกเรื่อง ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2526) ต่อสู้กับผู้ร้ายบนหลังคารถไฟ

จากนั้นเขาได้ตัดสินใจตั้งกลุ่ม สตันท์แมน พี พีเอ็น ขึ้น ในปี 2529 และขายที่นาเพื่อนำเงินมาสร้างภาพยนตร์เรื่องแรก ‘เกิดมาลุย’ จนประสบความสำเร็จและเป็นจุดเริ่มต้นของการประกาศความยิ่งใหญ่ภาพยนตร์บู๊ระดับตำนาน สู่การต่อยอดผลงานอีกมากมายตลอด 30 ปี อาทิ ปีนเกลียว องค์บาก ต้มยำกุ้ง คนไฟบิน โครตสู้ โครตโส จวบจนวาระสุดท้ายในชีวิต

ภาพยนตร์เสวนา จัดโดยโรงภาพยนตร์ศรีศาลายา จึงจัดกิจกรรมระลึกถึงคุโณปการที่มีต่อวงการภาพยนตร์ไทยของ ‘พันนา’ ท่ามกลางผู้สนใจเข้ารับฟังคับคั่ง ภายใต้บรรยากาศแบบเป็นกันเอง ‘กฤษณะ ลาดพันนา’ ลูกชายหัวแก้วหัวแหวน บอกเล่าว่า คุณพ่อเป็นคนใจดีมากกับครอบครัว และยินดีช่วยเหลือญาติพี่น้องทุกคน หากต้องการทำอะไร คุณพ่อจะให้ทุกอย่าง แต่ต้องอยู่ในระเบียบวินัย

ส่วนคลุกคลีกับอาชีพผู้เป็นพ่อมากเพียงใดนั้น “ผมเติบโตมากับอาชีพสตันท์ของคุณพ่อ ถึงขนาดเคยถูกสั่งให้แก้ผ้าเล่นเป็นลูกชายฝรั่ง ในเรื่องคนลูกทุ่ง แต่ตอนนั้นผมยังเป็นเด็กจึงไม่อาย (หัวเราะ)”

กฤษณะ กล่าวต่อว่า ระยะแรกที่คุณพ่อสร้างภาพยนตร์ยอมรับค่อนข้างลำบาก โดยทำทุกอย่างเพื่อหาเงินมาเลี้ยงจุนเจือครอบครัว แต่เนื่องจากทุกคนทำอาชีพนี้ด้วยใจ และส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้อง พวกเราจึงไม่ค่อยกังวล เพราะทุกคนอยู่กันด้วยความรัก

“ส่วนใหญ่คุณพ่อจะมีแรงบันดาลใจสร้างภาพยนตร์มาจาก บรู๊ซ ลี พระเอกนักบู๊ชาวฮ่องกง ตลอดจนสภาพแวดล้อมรอบตัว คุณพ่อจะคิดค้นและหยิบมาใช้เสมอ ยกตัวอย่าง กำลังนั่งคุยกันอยู่ บังเอิญเห็นหม้อก็หยิบนำมาใช้ในฉากบู๊ได้”

ด้วยความที่พันนาเป็นคนช่างคิดตลอดเวลาอย่างที่ ‘กฤษณะ’ บอกไว้ ทำให้ฉากต่าง ๆ ในภาพยนตร์ล้วนได้รับการออกแบบภายใต้ทักษะที่ร่ำเรียนมาจากวิชากระบี่กระบองสมัยเป็นนักเรียนพละ จนนำมาสู่ความแตกต่างที่ลงตัว

หากความโชคดีทางความคิดที่ติดตัวเขามา สุดท้ายก็ต้องศิโรราบให้กับวิกฤตธุรกิจสายหนัง “ช่วงนั้นยอมรับว่าทีมงานบางคนต้องกลับไปทำงานที่เดิม บางคนก็อยู่สู้ต่อ ทำให้คุณพ่อต้องตระเวนหางานใหม่ ถึงกับบางครั้งผมต้องหยุดเรียนเพื่อติดตามคุณพ่อไปด้วย เพราะเมื่อเขาตั้งมั่นทำงานเต็มที่แล้ว จะขาดกำลังใจจากครอบครัวไม่ได้”

กฤษณะ ยังบอกว่า สิ่งที่วาดฝันไว้ในอนาคตจะขึ้นมาอยู่ระดับแถวหน้าวงการสตันท์เหมือนคุณพ่อนั้นต้องให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาได้มีโอกาสเป็นสตันท์ในภาพยนตร์หลายเรื่อง ยกตัวอย่าง องค์บาก 2 และตอบเต็มเสียงไม่รู้สึกกดดันที่เป็นลูกคุณพ่อ เพราะทีมงานส่วนใหญ่เป็นญาติพี่น้องกัน

“ตอนผมเป็นสตันท์ในองค์บาก 2 คุณพ่อจะไม่คุยกับผมเลย เพราะจะแบ่งแยกหน้าที่กันชัดเจน เลิกกองเท่านั้นจึงจะเป็นพ่อลูก แต่ผมก็ไม่เคยบอกใครว่าตนเองเป็นลูกชายของพันนา เพราะคุณพ่อจะสอนว่าทำแบบนั้นไม่ดี” กฤษณะ ทิ้งท้ายถึงคำสอนของผู้เป็นพ่อ

ด้านผู้กำกับหนังแอคชั่นเบอร์ 1 ของไทย ‘ปรัชญา ปิ่นแก้ว’ ในฐานะผู้นำภาพยนตร์ศิลปะมวยไทย ‘องค์บาก’ ออกสู่สายตาชาวโลกอย่างภาคภูมิ คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ความสำเร็จดังกล่าวมีผู้ชายที่ชื่อ ‘พันนา’ อยู่เบื้องหลัง เขาเล่าว่า สมัยที่ผมเรียนอยู่นครราชสีมา ได้มีโอกาสชมภาพยนตร์ทุกประเภท หนึ่งในนั้น คือ หนังบู๊ของพันนา และรู้สึกหมั่นไส้มาก เพราะหน้าตาไม่หล่อ แต่กลับได้เล่นเป็นพระเอก เรียกว่าเทียบไม่ได้เลยกับสมบัติ เมทะนี หรือกรุง ศรีวิไล

“เขาคิดว่าหล่อเหรอ???” ประโยคนี้ ‘ปรัชญา’ คิดอคติในใจขึ้น จนกระทั่งเขามีโอกาสได้ชมภาพยนตร์ของพันนามากขึ้น โดยเฉพาะเรื่อง ‘เกิดมาลุย’ ซึ่งเห็นทีมงานเล่นถวายชีวิต ตายได้ทุกฉาก จึงรู้สึกว่า ผู้ชายคนนี้เอาจริง และในที่สุดก็ยอมแพ้กับความรู้สึกของตนเองก่อนหน้านี้ และด้วยลักษณะพิเศษ คือ สามารถคิดฉากขึ้นมาเอง แตกต่าง และโดนใจได้ จึงเป็นหนึ่งในบุคคลที่เขาอยากร่วมงานด้วยในเวลาต่อมา

“ผมอยากทำภาพยนตร์แอคชั่นสไตล์ไทย แต่ต้องให้มีฉากรถตุ๊กตุ๊กวิ่งชนกัน จึงนัดพูดคุยกับพันนา คุยกันถูกคอมากจนดึก โดยขอให้เขาคิดฉากให้ก่อน ต่อมาเมื่อพบกันอีกครั้ง เขากลับไม่มีงานมาส่ง ยกเว้นพยายามนำเสนอลูกศิษย์คนหนึ่งให้ได้เป็นนักแสดงในภาพยนตร์เรื่องที่กำลังจะสร้าง”

ปรัชญา ขยายต่อว่า พันนาพยายามบอกลูกศิษย์คนนี้สามารถกระโดดได้สูงกว่า บรู๊ซ ลี หมุนตัวได้มากกว่า เฉิน หลง เขาพยายามขายมาก ซึ่งผมก็ยิงตกตลอด เพราะเห็นว่าในโลกนี้จะมี ‘บรู๊ซ ลี’ ได้สักกี่คน ที่สำคัญ สร้างไปก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไม่แตกต่าง ส่วนทำได้เก่งกว่าหรือมากกว่านั้น คนชมจะรู้ได้อย่างไร

สุดท้าย ปรัชญาต้องยอมจำนนให้กับความพยายามเสนอขายลูกศิษย์คนนี้ ด้วยการนำศิลปะการต่อสู้ ‘มวยไทย’ มาอยู่ในภาพยนตร์ ซึ่งพันนาได้ไอเดียนี้ขณะขับรถกลับขอนแก่นจากโฆษณาชิ้นหนึ่ง บวกกับแนวคิด เสี่ยงตายแบบเกิดมาลุย จึงทำให้ลูกศิษย์ที่ชื่อ ‘จา พนม’ แจ้งเกิดและโด่งดังในองค์บากในเวลาต่อมา

“คนไทยคงไม่มีอะไรสู้นอกจากชีวิตแล้วมั้ง” ปรัชญา กล่าวติดตลก

เขากล่าวอีกว่า ผมไม่มีความรู้เรื่องทักษะการต่อสู้ แต่พันนาและทีมงานจะมีในส่วนนี้ ซึ่งเท่าที่สังเกตไม่ว่าใครคิดอะไรมาก็ตาม เพียงแค่พันนาจับบิดนิดเดียว ทุกอย่างดูดีไปหมด จึงถือว่าเขาเป็นคนอัจฉริยะมาก

“การถ่ายทำแบบยาว (Long Take) ในต้มยำกุ้งเกิดจากไอเดียของพันนา และไม่เคยมีภาพยนตร์เรื่องใดนำการต่อสู้ด้วยมือในตึกสูง 4 ชั้น แม้ท่าต่อสู้จะไม่ยาก แต่ความยากอยู่ที่ความอึด ทั้งนี้ เคยบอกให้เขาเขียนตำราต่าง ๆ เกี่ยวกับทักษะการต่อสู้ไว้ เสียดายที่ไม่ได้เขียน”

ปรัชญา กล่าวด้วยว่า ความโด่งดังของพันนาได้รับการยอมรับไปทั่วโลก มีกลุ่มแฟนเฉพาะติดตามเอาแผ่นหนังสมัยก่อนมาให้เขาเซ็นชื่อ และบางคนชื่นชอบถึงขั้นบินมาเมืองไทยเพื่อขอเป็นลูกศิษย์จำนวนมาก ดังนั้นพันนาจึงถือเป็นบุคคลสำคัญของวงการภาพยนตร์ไทย ด้วยผู้ชายหัวใจนักบู๊ผู้นี้เริ่มต่อสู้มาจากคนไม่มีแต้ม สู่การยอมรับอย่างกว้างขวาง สามารถพิสูจน์ตัวเองไปสู่ระดับโลกได้

ตลอดชีวิต 53 ปี ของ ‘พันนา ฤทธิไกร’ ประกาศก้องเกรียงไกร คือ ‘ตำนานนักบู๊’ ไทยแลนด์

ที่มา isranews.org

------------------------

พันนา ฤทธิไกร หรือชื่อจริง กฤติยา ลาดพันนา (17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2504 — 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557) เป็นนักแสดงและผู้กำกับคิวบู๊ ที่มีผลงาน เช่น เด็กเสเพล, อั้งยี่, อินทรีแดง, แก๊งกระแทกก๊วน, องค์บาก, ต้มยำกุ้ง และคนไฟบิน ปัจจุบัน เขามีส่วนร่วมในฐานะผู้กำกับฉากต่อสู้ใน ต้มยำกุ้ง 2 ด้วยเช่นกัน

ประวัติ
กฤติยา ลาดพันนา หรือ พันนา ฤทธิไกร ถือกำเนิดที่ตำบลท่าพระ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน พันนาฯเป็นคนที่ 5 บิดารับราชการครู เขาจบการศึกษาระดับป.7 โรงเรียนดอนหันวิทยายน (โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการขอนแก่นในปัจจุบัน) ระดับมัธยมศึกษาจาก โรงเรียนขอนแก่นวิทยายนและ วิทยาลัยพลศึกษามหาสารคาม

หลังจบวิทยาลัยพลศึกษามหาสารคามเมื่อปี พ.ศ. 2524 เขาก็มุ่งหน้าเข้ากรุงเทพโดยการแนะนำของเพื่อนรัก ประพนธ์ เพ็ชร์อินทร์ เพื่อไปสมัครเล่นหนังกับ คมน์ อรรคเดช แห่งโคลีเซี่ยมฟิล์ม ภาพยนตร์เรื่องแรกที่เขาได้เข้าฉากก็คือเรื่อง ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. โดยเป็นฉากที่ ม.ล.สุรีย์วัลย์ สุริยง ต้องขึ้นไปสู้กับผู้ร้ายบนหลังคารถไฟซึ่งพันนาฯ เป็นสตั้นท์แมนที่ได้รับความไว้วางใจจากกองฯคนเดียวให้ขึ้นไปเล่นฉากนี้เนื่องจากต้องใช้ทักษะสูง ขณะเดียวกันก็เป็นผู้ฝึกสอนคิวบู้ให้กับ ม.ล.สุรีย์วัลย์ สุริยง ในเวลาเดียวกันก็กลับขอนแก่นมาตั้งทีมงานของตัวเอง โดยรับสมัครจากผู้ที่สนใจในแม่ไม้มวยไทย และศิลปะการต่อสู้ แล้วก็เริ่มก่อตัวเป็นทีมจากจำนวนผู้เข้าฝึกร่วม 20 คน และเรียกตนเองว่า "กลุ่มสตั้นท์แมน พี พี เอ็น" การฝึกอย่างเอาจริงเอาจังเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2525 พันนาฯจะเป็นผู้สอนเองโดยใช้เวลาว่างจากการถ่ายทำภาพยนตร์ที่กรุงเทพฯ เมื่อเกิดความพร้อม ปลายปี พ.ศ. 2527 จึงเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง "เกิดมาลุย" และออกฉายเมื่อวันที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2529 และประสบความสำเร็จพอสมควร ทั้งได้รับเสียงวิจารณ์ในแง่บวกว่า เป็นหนังไทยประเภทบู้แนวใหม่ที่ยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน ดังที่ "กันต์ ขันตี" เขียนไว้ในนิตยาสารดาราไทยฉบับวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2529 ว่า "ใหม่หมดทุกอย่าง ตั้งแต่ดารายันผู้กำกับ “เกิดมาลุย” เป็นคลื่นลูกใหม่ที่หวังกันว่าจะกลับมาปลุกหนังไทยให้ฮือฮาอีกครั้ง...เพียงแค่ตัวอย่างที่ออกฉายในขณะนี้ก็เป็นที่ร่ำลือกันอย่างกว้างขวางถึงความมัน บ้าระห่ำแนวใหม่ของหนังไทยที่ยังไม่มีใครทำขึ้นมา “เกิดมาลุย” ในสายตาคนทั่วๆไปอาจเป็นหนังบู้ธรรมดา แต่ทุกคนในวงการที่ได้รับชมหนังเรื่องนี้ ต่างกล่าวขานเป็นเสียงเดียวกันถึงความมันส์ ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนบนจอหนังไทย ต่างเก็งกันว่าหนังเรื่องนี้ จะเป็นหนังแนวใหม่ที่จะกลับมาปลุกหนังไทยให้คึกคักเรื่องหนึ่ง ซึ่งมาแปลกแหวกแนวกว่าหนังทุกเรื่อง" นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาตลอดระยะเวลากว่า 2 ทศวรรษที่ชื่อของ “พันนา ฤทธิไกร” โดดเด่นขึ้นมาในฐานะผู้กำกับ นักแสดง สตั้นท์แมนในภาพยนตร์แอ็คชั่นมานับไม่ถ้วน นับตั้งแต่ผลงานที่สร้างชื่อในอดีตอย่าง เกิดมาลุย พ.ศ. 2529 ปลุกมันมันขึ้นมาฆ่า 1-4 ด้วยตัวเลขกว่าร้อยสำหรับภาพยนตร์ที่มีชื่อของตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วม เนื้องานที่รับผิดชอบมีทั้งในส่วนงานออกแบบและกำกับคิวบู๊ให้กับทั้งภาพยนตร์, ภาพยนตร์ชุดทางโทรทัศน์ของไทย ไปจนถึงภาพยนตร์จากทั่วโลกที่เดินทางมาถ่ายทำในประเทศไทย ที่ได้เขาได้มีโอกาสร่วมงานด้วย ฯลฯ พันนาผ่านช่วงเวลาทองแห่งการสุกงอมของภาพยนตร์ไทย จนถึงยุคตกต่ำมาหลายยุคหลายสมัย ผ่านการร่วมงานกับนักแสดงชายแอ็คชั่นไทยมานับไม่ถ้วน ตั้งแต่พระเอกตลอดกาลอย่าง สรพงศ์ ชาตรี ฉัตรชัย เปล่งพานิช และเป็นอาจารย์สอนศิลปะการต่อสู้ของนักแสดงแอ๊คชั่นหลายคน เช่น จา พนม เดี่ยว ชูพงษ์

พันนา ฤทธิไกร เสียชีวิตวันที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 จากอาการติดเชื้อในกระแสเลือดเนื่องจากโรคไตและโรคตับ ด้วยวัย 53 ปี ที่โรงพยาบาลลาดพร้าว หลังเริ่มรักษามาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ผลงาน
ใบปิดภาพยนตร์ ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. พ.ศ. 2525
ฉากสู้บนหลังคารถไฟจากภาพยนตร์เรื่อง ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. ปีพุทธศักราช 2525

กำกับภาพยนตร์

โคตรสู้ โคตรโส (2553)
เร็วทะลุเร็ว (2556)
องค์บาก 3 (2553)
องค์บาก 2 (2551)
เกิดมาลุย (2547)
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม (2547)

บทภาพยนตร์

เร็วทะลุเร็ว (2556)
โคตรสู้ โคตรโส (2553)
ภาพยนตร์ ส้มตำ (2551)
เกิดมาลุย (2547)

แสดง

ไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2525)
พยัคฆ์ยี่เก (2526)
เกิดมาลุย (2529)
น.ส.กาเหว่า (2529)
ซิ่งวิ่งลุย (2529)
ปลุกมันขึ้นมาฆ่า (2530)
เกิดมาลุยภาค 2 (2530)
ข้าจะใหญ่ใครอย่าขวาง (2530)
เพชรลุยเพลิง (2531)
คนหินจอมทรหด (2531)
ฅนเถื่อนกทม (2531)
เพชฌฆาตเดนสงคราม (2531)
สมิงดงดิบ (2532)
ลำเพลินโหด (2532)
โหดตามสั่ง (2532)
โหดตามคิว (2532)
ปลุกมันขึ้นมาฆ่า 2 ตอนลุกขึ้นมาลุย (2532)
บ้าดีเดือด (2532)
สู้ลุยแหลก (2532)
เสี่ยงตาย (2532)
หินตัดเหล็ก (2533)
เพชฌฆาตดำ (2533)
อาถรรพณ์เสือสมิง (2533)
บ้าแล้วต้องฆ่า (2533)
ไอ้เพชรบขส (2533)
บ่อเพลิงที่โพทะเล (2533)
หัวใจเหล็ก (2533)
กองทัพเถื่อน (2533)
ตี๋ใหญ่ 2 (2533)
ก่อนจะสิ้นแสงตะวัน (2533)
ปลุกมันขึ้นมาฆ่า 3 ตอนจ๊ะเอ๋ผีหัวขาด (2533)
เถื่อนอัดดิบ (2533)
ขุมทรัพย์เมืองลับแล (2533)
เจาะนรกเผด็จศึก (2533)
คู่เดือด (2533)
ตะบันเพลิง (2533)
3 อันตราย (2533)
เกิดมาลุย 3 อัดเต็มพิกัด (2533)
แบ๊งค์เถื่อน 2534
ระห่ำ 100% 2534
ท้าลุย (2534)
2 เดนนรก (2534)
ตังเกเดือด (2534)
เพชฌฆาตเหล็ก (2534)
แผนกับดัก (2534)
หน่วยรบทมิฬ 1728 (2534)
เลือดเข้าตา (2534)
เพชฌฆาตโหดสิงห์ป่าซุง (2534)
สิงห์เหนือเสืออีสาน (2534)
เจ้าทรงปืน (2534)
ผ่าโลกมาลุย (2534)
เจาะนรก 2 ตอน ดิบกระแทกดิบ (2534)
ลุยทะลุฟ้า (2534)
พี่นักร้องน้องนักเลง (2534)
พยัคฆ์ร้าย เชี่ยงชุน (2534)
สงครามผี (2534)
สองโทน (2534)
ผู้ใหญ่บ้านกระดูกเหล็ก 2534
คัมภีร์นักเลง (2534)
มือขวาอาถรรพ์ (2534)
ทะลุฟ้ามาเกิด (2534)
ปลุกมันขึ้นมาฟัดผีกัด 2534
โหดล่าหิน (2535)
ไอ้เพชรบขส 2 (2535)
นักร้องคะนองปืน (2535)
จอมคาถา (2535)
โป้ง โป้ง ชึ่ง (2535)
ลิงลากหาง ไอ้ช้างถีบ (2535)
ทายาทไอ้ผาง ร.ฟ.ท. (2535)
ล้างเมืองคนดุ (2535)
เพชฌฆาตดำ 2 ตอนล่าสาวพันธุ์ดุ (2535)
สิงห์สยาม (2535)
อสูรกาย คนไม่ใช่คน (2536)
ฅนเหล็กจ้าวนักเลง (2536)
ทูตมรณะ มันส์เต็มพิกัด (2536)
กวนโอ้ย (2536)
ยอดคนเสือภูเขา (2536)
ปีนเกลียว (2536)
ปลัดบ้านนอก (2536)
นักเลงกลองยาว (2537)
เสือล่าเสือ (2537)
1+5 ฟ้าก็ห้ามไม่ได้ (2537)
พยัคฆ์ร้าย เชี่ยงชุน 2 (2537)
ควงเธอมาปล้น (2537)
ปลุกมันขึ้นมาฆ่า 4 (2537)
นักสู้เมืองอีสาน (2538)
ปีนเกลียว 2 (2538)
กองทัพเถื่อน 2 (2538)
อัดแหลกไอ้เพชร บขส.-ไอ้ผาง รฟท (2538)
คนมหากาฬ (2538)
ข้ามากับปืน (2538)
เพชฌฆาตเดนสงคราม 2 (2539)
คนดิบเหล็กน้ำพี้ (2539)
ฅนลูกทุ่ง (2539)
ล้างเมืองคนดุ 2 (2540)
เชี่ยงชุน 3 พยัคฆ์ร้ายครกแตก (2540)
ปู่ตาคาถาถล่มคน (2540)
มังกรทมิฬ (2541)
คนไฟบิน (2549)
โคตรสู้ โคตรโส (2553)
ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (2553)

อื่น ๆ

เร็วทะลุเร็ว (2556) ...ทำหน้าที่ ควบคุมการสร้าง, ออกแบบฉากต่อสู้, ควบคุมฉากต่อสู้
โคตรสู้ โคตรโส (2553) ...ทำหน้าที่ ดำเนินงานสร้าง
ครูบ้านนอก บ้านหนองฮีใหญ่ (2553) ...ทำหน้าที่ ที่ปรึกษา
จีจ้า ดื้อสวยดุ (2552) ...ทำหน้าที่ ควบคุมการสร้าง
5 หัวใจฮีโร่ (2552) ...ทำหน้าที่ ควบคุมฉากต่อสู้
ช็อคโกแลต (2551) ...ทำหน้าที่ ควบคุมฉากต่อสู้
มนุษย์เหล็กไหล (2549) ...ทำหน้าหนาที่ ออกแบบฉากต่อสู้
บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม (2547) ...ทำหน้าที่ ออกแบบและกำกับคิวบู๊

ที่มา wikipedia.org

สะออนคนขอนแก่น: